"อาหารเสริม" จำเป็นสำหรับคุณหรือยัง?
เชื่อได้เลยว่า หลายๆท่านต้องเคยมีข้อสงสัย เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า "อาหารเสริม" คล้ายๆกันอยู่ ซึ่งหัวข้อคำถาม ที่มีความสงสัยกันแทบทุกคน ก็หนีไม่พ้นคำถามว่า ไอ้เจ้าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ มันปลอดภัยกับเรามั๊ย ? และแน่นอนครับอีกคำถามนึง แล้วมันจะได้ผลอย่างที่มันโฆษณาไว้รึเปล่า ? เอาละครับ คราวนี้ผมจะมากล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับเจ้า "อาหารเสริม" เหล่านี้ให้คุณได้อ่านกัน "ความรู้คืออำนาจ" คำกล่าวนี้สำหรับเด็กไทยรุ่นๆผม หรือก่อนหน้าผม คงจะคุ้นเคยกันดี เพราะมันตีพิมพ์อยู่บนปกหลังสมุด ที่โรงเรียนรัฐเขาแจกกันอยู่หลายปี และในครั้งนี้ผมจะเพิ่มอำนาจนั้นให้กับคุณ ความรู้อันเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก่อนที่เราจะเริ่มเข้าเนื้อหาของผลิตภัณฑ์ยอดนิยม แต่ละตัว มาดูกันก่อนดีกว่าครับ ว่าทำไมเราถึงต้องพึ่งพา "อาหารเสริม"
เมื่ออาหารหลักไม่เพียงพอ
ไม่เพียงพอในทีนี้ไม่ได้หมายความถึง ว่าคุณเป็นโรคขาดสารอาหาร หรือเป็นเด็กในประเทศโลกที่สามนะครับ แต่หมายถึงเมื่อคุณทานอาหาร ในมื้ออาหารปกติได้อย่างถูกหลัก โภชนาการอย่างเพียงพอแล้ว แต่มันไม่พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย แม้ว่าเราจะกินอาหารมากด้วยปริมาณแล้วก็ตาม แต่ด้วยข้อจำกัดของชีวิต ในสังคมปัจจุบัน (สำนวนคล้ายๆกับ ในโบชัวร์ของพวกอาหารเสริมชมัด แต่ยังไงมันก็หนีไม่พ้นครับ ความจำเป็นข้อนี้) ที่ทำให้เราไม่ได้รับ คุณค่าทางโภชนาการ จากปริมาณอาหารเหล่านั้น เท่าที่มันพึงจะได้รับ เมื่อเรายังต้องพึ่งพา ร้านข้าวแกง อาหารฟาสต์ฟู๊ด อาหารสำเร็จรูป อะไรทำนองนี้เป็นหลักอยู่ อย่าหวังเลยครับ ว่าคุณค่าทางโภชนาการจะครบถ้วน วิตามิน แร่ธาตุอะไรต่างๆ สูญเสียไปพร้อมกับกระบวนการแปรรูป แทบจะไม่เหลือแล้ว
ในขณะเดียวกัน ด้วยระบบการเพาะปลูกที่เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อน การเพาะปลูกปัจจุบันที่ทำเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ ทำให้คุณค่าทางอาหารของผักผลไม้ต่างๆลดลง อันเนื่องมาจากความเสื่อมสภาพของพื้นที่เพาะปลูก ที่เปลี่ยนจากการปลูกแบบหมุนเวียน มาเป็นการปลูกพืชเพียงไม่กี่ชนิดซ้ำไปซ้ำมา คุณค่าสารอาหารต่างๆ ที่ผักผลไม้จะได้รับจากดินก็ลดลง เทคโนโลยีต่างๆ ที่อัดเข้ามาก็ทำให้ผักผลไม้นั้น มีปริมาตร ปริมาณ ที่ใหญ่ ที่เยอะขึ้น แต่... คุณค่าทางโภชนาการกับไม่ได้เพิ่มตามมาด้วย มีมากมายหลายสาเหตุ ที่ทำให้เราไม่ได้รับคุณค่าทางอาหาร จากผลิตภัณฑ์อาหารตามธรรมชาติ อย่างที่มันควรจะเป็น
และที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเราทำการฝึกร่างกายอย่างหนัก มีการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ความต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์ต่างๆ ของร่างกายก็เพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเงาตามตัว ประมาณว่า 20-30 เงาตามตัวเลยทีเดียว เราสูญเสียสารประกอบอิเล็กโทรไลซ์ ออกมากับเหงื่อ การฝึกเวทเทรนนิ่ง ก็สร้างฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ทำให้ร่างกาย ต้องการแร่ธาตุต่างๆ อย่าง สังกะสี (zinc) และ แคลเซียม (calcium) เพิ่มขึ้น และแน่นอน ร่างกายต้องการโปรตีน (protein) เพิ่มมากขึ้น
เช่นนั้นแล้ว ปริมาณอาหารที่เพียงพอสำหรับ คนที่ทำงานนั่งโต๊ะ วันๆแทบไม่ได้ขยับตัวทำอะไร เช้ากาแฟขนมปัง เที่ยงข้าวราดแกง เย็นอาหารจานเดียว จากร้านตามสั่ง มันจะไปพอเพียงสำหรับ คนที่ต้องการเสริมสร้างความแข็งแรง ให้กับร่างกายได้ยังไง ?
อาหารเสริมที่ดีที่สุดสำหรับนักกีฬา
ก่อนอื่นทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะครับ ว่าคุณจะต้องได้รับการฝึก และการดูแลโภชนาการ อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ก่อนที่จะพูดถึงการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นั่นคือผมหมายถึงว่า ถ้าคุณจะใช้อาหารเสริม คุณต้องมีการฝึกในระดับที่ฝึกหนักจริงจังจริงๆ มีการดูแลโภชนาการในมื้อหลัก 5-7 มื้อต่อวัน ให้ได้จริงจังเสียก่อน บทความของผมไม่ได้สนับสนุน ในการใช้อาหารเสริม สำหรับพวกกุ้งแห้งมือใหม่ ที่ตั้งเป้าเพียงจะมีกล้ามสไตล์นายแบบ ยกดัมเบลเบากระหยองกระแหยง หรือพวกวันๆนึงกินได้แค่ 2-3 มื้อ ฝึกมาแค่ 1-3 สัปดาห์ แล้วบ่นโอดโอย ว่าตัวเองกล้ามไม่ใหญ่ เพราะไม่ได้กินอาหารเสริม ไอ้อย่างนั้นไร้สาระครับ กินไปก็เปลืองเปล่าๆ กรุณาสำรวจ ความจำเป็น ในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก่อน ว่าคุณถึงระดับที่ต้องการ ระดับที่จำเป็นจริงๆหรือยัง บทความของผมสนับสนุน ให้เราเรียนรู้ การฝึก การกิน อย่างฉลาด ถ้ายิ่งฝึก ยิ่งกิน ยิ่งโง่ ยิ่งตกเป็นเหยื่อของบริษัทขายอาหารเสริม ผมว่ามันไม่ตรงเป้าหมายของผมเท่าไหร่

Supplement #1 : วิตามินรวม และแร่ธาตุ (Multivitamins and Minerals)
วิตามินรวมนี่จำเป็นสำหรับทุกคนเลยทีเดียว จะมียกเว้นก็แต่คนที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ ในบางโรค ที่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เรื่องปริมาณวิตามิน ว่ามีอันไหนพึงหลีกเลี่ยง แต่ถ้าคุณไม่มีปัญหาเหล่านั้น วิตามินและแร่ธาตุรวมนั้นก็เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างนึง ที่ควรรับประทาน สารอาหารเหล่านี้มีความจำเป็น ในกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ช่วยเรื่องความเครียด และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย วิตามินรวมนี่ราคาไม่แพงครับ สนนราคาไม่เท่าไหร่ สำหรับในบ้านเรา ที่รู้จักกันดีก็ Centrum ส่วนยี่ห้ออื่นๆ ก็มีพอให้เป็นตัวเลือกได้พอสมควร
Supplement #2 : ครีเอทีน (Creatine)
ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ครีเอทีนค่อนข้างได้รับความนิยมมากพอสมควร ปัจจุบันกระแสการตลาดแผ่วๆ ไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังได้รับการยอมรับ ในกลุ่มนักกีฬาหลายๆกลุ่มกันอยู่ ครีเอทินนั้น โดยปกติเลยตามธรรมชาติ จะเกิดจจากการรวมกันของ กรดอะมิโน 3 ชนิด อันได้แก่ อาร์จินีน (Arginine), ไกลซีน (Glycine) และ เมไทโอนีน (Methionine) เอาละครับ มาว่ากันถึงเรื่องประโยชน์ของ Creatine เป็นข้อๆกันเลยดีกว่า
ช่วยในการสร้างพลังงาน
ในร่างกายเรามีสารที่เป็นแหล่งพลังงาน อยู่ในรูปของสารประกอบเรียกว่า ATP (adenosine triphosphate) ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงาน ให้กับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าเราจะมีพลังงานสะสม ในรูปแบบอื่น เช่น คาร์โบไฮเดรตและไขมัน แต่ทั้งสองอย่างนั้น ก็จะใช้ระยะเวลาพอสมควร ในการเปลี่ยนรูปจนมาเป็นพลังงาน ซึ่งในการฝึกด้วยน้ำหนัก อย่างหนัก หรือกิจกรรมที่ต้องระเบิดพลังงานออกมา อย่างการวิ่งระยะสั้น การขี่จักรยานระยะสั้น กล้ามเนื้อของเราต้องการพลังงานแบบทันทีทันใด ซึ่งแหล่งพลังงานนั้น ก็ได้มาจาก ATP
พอร่างกายเราใช้พลังงานจาก ATP มันก็จะแตกตัวออกเป็น ATD (adenosine diphosphate) และ inorganic phosphate เรียกง่ายๆก็คือจาก ATP ที่มีฟอสเฟต (phosphate) สามอัน (สังเกตจากชื่อ tri คือ 3) มันแตกตัวฟอสเฟตออกมาตัวนึง กลายเป็นเหลือแค่ 2 (คือ di) ในกระบวนการเปลี่ยน ATP เป็น ATD นี้มีพลังงานเกิดขึ้น ซึ่งกล้ามเนื้อเราก็ได้นำไปใช้ แต่ประเด็นก็คือ ร่างกายเรามี ATP อยู่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น กว่าจะสร้างขึ้นมาใหม่ จากพลังงานสะสมในร่างกายได้ ก็ต้องใช้ระยะเวลา ซึ่งในจุดนี้เอง Creatine จะเข้ามามีบทบาท Creatine phosphate จะรวมตัวกับ ATD และกลับไปเป็น ATP อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้ร่างกายเรานำไปใช้เป็นพลังงานได้อีกครั้ง และก็แน่นอน ยิ่งเรามีพลังงานมากขึ้นเท่าใด เราก็จะสามารถฝึกได้มากขึ้นเท่านั้น
เพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ
เป็นการเพิ่มในเชิงปริมาตร (ก็คือขนาดที่วัดได้ด้วยตา ไม่ใช่จำนวนเซลล์) ซึ่งเป็นผลมาจากที่ ครีเอทีนจะดึงน้ำเข้ามา ในมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น ดังนั้นจึงทำให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น ซึ่งผลในตรงนี้ได้มีการศึกษาและพิสูจน์ว่ามีผลจริงๆ แต่! แต่อย่าพึ่งตื่นเต้นมาก มันไม่ได้มีผลใหญ่โตอะไร มันอาจจะเพิ่มขึ้นได้สัก 6-7 กิโลกรัม ในนักเพาะกายที่หนักมากกว่า 100 กิโลกรัม และมีมวลกล้ามเนื้อเยอะจริงๆ (ไม่ใช่หนักไขมัน) สำหรับนักกีฬาทั่วๆไปที่น้ำหนักตัวสัก 70-80 กิโลกรัม ก็อาจจะเพิ่มขึ้นบ้างสัก 2-3 กิโลเท่านั้นเอง
ช่วยรักษาสมดุลย์ของกรดแลคติก (Lactic acid)
มีผลการวิจัยบางชิ้น แนะนำไว้ว่าครีเอทีนจะช่วยในการรักษาระดับ ของกรดแลกติก ที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อ ขณะที่เราออกกำลังกาย ว่าให้ง่ายขึ้นก็คือมันช่วยหน่วงระยะเวลา ที่กล้ามเนื้อจะสร้างกรดแลคติกขึ้นมา ซึ่งก็จะช่วยให้อาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากการฝึกลดลง (ไม่ใช่หายเลยทีเดียวนะครับ เพียงแค่ลดลงบ้างเท่านั้น)
ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน
มีการพิสูจน์จากการวิจัยบางชิ้น แนะนำไว้ว่าครีเอทีนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน ซึ่งก็จะมีผลกับการเพิ่มกล้ามเนื้อของเราด้วยเช่นกัน (แม้อาจจะเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย)
แล้วจะกินในปริมาณเท่าไหร่ดี แล้วมันอันตรายไหม ?
สำหรับการกิน Creatine นั้นเท่าที่พบเห็นอยู่นะครับ มันจะมีกันอยู่ 2 ทฤษฎีด้วยกัน โดยทฤษฎีแรก ซึ่งเป็นวิธีพื้นฐานที่ได้รับความนิยมมาก (เนื่องจากบนผลิตภัณฑ์ แทบทุกยี่ห้อจะแนะนำไว้แบบเดียวกัน) ก็คือให้มีการ "load" ในปริมาณ 20-25 กรัม ต่อวัน เป็นเวลาติดต่อกัน 5-7 วัน แล้วลดระดับลง (จะเรียกช่วงนี้ว่า "maintenance") ไปกินในปริมาณ 5-10 กรัมต่อวัน ส่วนอีกทฤษฎีนึง ก็คือไม่ต้อง "load" และให้กินในปริมาณ 5-10 กรัมต่อวัน ตั้งแต่วันแรกเลย ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเราก็ต้องชั่งน้ำหนัก หรือลองกันดูเองละครับ ว่าจะเชื่อตามทฤษฎีไหน ยังไม่มีผลอะไรให้อ้างอิงชัดเจน ถึงความต่างระหว่าง 2 แนวทางนี้อย่างเป็นทางการ ผมเลยไม่ขอฟันธงในข้อนี้
สำหรับผลข้างเคียงของ ครีเอทีนนั้น จากการที่มีการใช้งานกันมากว่า 15 ปีในวงการกีฬา ก็มีรายงานกันเข้ามาบ้างเหมือนกัน เกี่ยวกับผลข้างเคียง แต่ก็เป็นปริมาณที่ไม่มากนัก ผลข้างเคียงที่ว่าก็อาทิเช่น ทำให้เป็นตะคริว หรืออาการท้องเสีย ในผู้ที่ใช้ dose ปริมาณเยอะ ดังนั้นถ้าหากจะใช้การกินตามแนวทางทฤษฎีแรก ที่ต้องมีการ load แล้วละก็แนะนำว่าไม่ควรกินรวดเดียว 20-25 กรัม แต่ให้แบ่งกินเป็นมื้อๆ มื้อละ 5 กรัม
Supplement #3 : โปรตีน (Protein)
ถ้าขาดชิ้นนี้ไป บทความนี้ต้องไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ โปรตีน เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วกัน ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักกีฬาทั้งหลาย ยิ่งนักเพาะกายยิ่งขาดไม่ได้ ในแวดวงนักเพาะกายนั้น ก็เป็นที่รู้กันดีเนิ่นนานหลายสิบปี สำหรับหลักการที่ว่า ให้กินโปรตีนให้ได้ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ ซึ่งปริมาณมันก็จะเยอะมากเลยทีเดียว หากต้องกินจากอาหารหลักตามธรรมชาติอย่างเดียว ไข่ต้มฟองนึง (ราว 50-60 กรัม) มีโปรตีนราว 6-7 กรัมเท่านั้น ดังนั้นถ้าน้ำหนักตัว 100 กิโลกรัม หรือราว 220 ปอนด์ ก็ต้องกินไข่ราว 36-40 ฟองต่อวันเลยทีเดียว แม้ว่าเราจะกินอาหารชนิดอื่นสลับกันไปด้วย ก็ยังต้องกินปริมาณที่เยอะอยู่เหมือนกัน เรื่องปริมาณบ้านเราคงไม่เป็นปัญหา อาหารหลักตามธรรมชาติ ถูกกว่าอาหารเสริม แต่เรื่องระบบการย่อยอาหาร บางทีมันก็ย่อยกันไม่ทัน ก็เกิดปัญหาได้เหมือนกันครับ กินเข้าไปเยอะแต่ก็ไม่แน่ใจว่าร่างกายจะดูดซึมได้สักเท่าไหร่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงมีบทบาทสำคัญมากในจุดนี้ สำหรับอาหารเสริมประเภทโปรตีนนั้น ก็มีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ที่เป็นที่นิยมกันนะครับ
- กลุ่มแรกเลยก็ Whey Protein เวย์เป็นโปรตีนที่ผลิตมาจากนม มีคุณค่าทางอาหารสูงที่สุด ในบรรดาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประเภทโปรตีนทั้งหลาย ได้รับความนิยมสูงสุด สามารถชงกับน้ำได้เลย โดยไม่ต้องปั่นกับนม หรือส่วนผสมอื่นก็ยังได้ (แต่ก็ต้องเลือกที่รสชาติดีด้วยเหมือนกัน เพราะบางรุ่นถ้าไม่ผสมอะไรเลย รสชาติก็ยากที่จะกระดกอยู่เหมือนกัน) ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวย์นั้นไม่ส่งผลกับการเกิดก๊าซในกระเพาะอาหาร
- กลุ่มที่สอง คือ milk-and-egg protein กลุ่มนี้เคยได้รับความนิยมมาก่อน แต่ก็ถูกแทนที่ด้วย Whey ในที่สุด ในรุ่นก่อนๆของ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้จะมีผลกับการเกิด ก๊าซในกระเพาะอาหาร แต่ในผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้รับการแก้ไขในส่วนนี้แล้ว ดังนั้นในจุดนี้ก็เป็นจุดนึงที่พึงพิจารณา ว่าจะใช้รุ่นไหนดีด้วยเหมือนกัน ส่วนใหญ่แล้วผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ จะต้องปั่นเข้ากับส่วนผสมชนิดอื่น ก่อนที่จะดื่มด้วย
- กลุ่มสุดท้ายคือ Soy protein หรือโปรตีนจากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชเพียงชนิดเดียว ที่มีกรดอะมิโนครบทั้ง 22 ชนิด โปรตีนจากถั่วเหลืองไม่ค่อยได้รับความนิยม จากกลุ่มนักกีฬาชายมากนัก เนื่องจากมีผลการศึกษาบางชิ้นระบุว่า มันมีผลกับการเพิ่มขึ้นของระดับ hormone estrogen ที่มีในผู้หญิง ในขณะที่คุณค่าทางอาหาร ถ้าเทียบกันช้อนต่อช้อน กับโปรตีนชนิดอื่น ก็มีคุณค่าต่ำกว่า จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก
Supplement #4 : L-Glutamine
L-Glutamine นั้นไม่เหมือนกับกรดอะมิโนชนิดอื่น ที่ถูกแยกออกเป็น 2 ชนิดคือ กรดอะมิโนจำเป็น และกรดอะมิโนไม่จำเป็น ในขณะที่ L-Glutamine นั้นเป็นกรดอะมิโนที่ "จำเป็นอย่างมีเงื่อนไข" ในภาวะปกติร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ glutamine ได้จากกรดอะมิโนชนิดอื่น ได้ตามความต้องการของร่างกาย แต่หากอยู่ในภาวะที่ร่างกาย ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ อย่างเช่นในภาวะที่ร่างกายได้รับการบาดเจ็บ บอบช้ำ พึ่งผ่านการผ่าตัดมาใหม่ๆ และก็รวมไปถึง การที่ได้ผ่านการออกกำลังกาย อย่างหนักมาด้วยเช่นกัน ในภาวะนี้ glutamine ที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ จะไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งจะเป็นภาวะที่ glutamine กลายเป็นกรดอะมิโนจำเป็น ที่ต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป ขึ้นมาทันที
สำหรับนักกีฬา glutamine มีหน้าที่สำคัญในการรักษาร่างกาย ให้มีระดับของไนโตรเจนอยู่ในภาวะสมดุลย์ ถ้าคุณมีการขับไนโตรเจนออกมา มากเกินที่ร่างกายได้รับเข้าไป ก็จะทำให้เกิดการ break down เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เพื่อให้ได้ไนโตรเจนที่ร่างกายต้องการ และก็จะทำให้มวลกล้ามเนื้อสูญเสียในที่สุด ปริมาณของ glutamine ที่ทานกันก็จะอยู่ในค่าประมาณ 5-10 กรัมต่อวัน ซึ่งก็คล้ายๆกับ Creatine ก็คือแนะนำให้ทานทีละน้อย แต่แบ่งทานหลายๆมื้อหลายๆคราว มากกว่าที่จะกินในปริมาณมาก ในคราวเดียวทั้งหมด
Supplement #5 : ผลิตภัณฑ์กระตุ้นฮอร์โมน
ก่อนอื่นทำความเข้าใจก่อนนะครับ ว่าไม่ใช่สารกระตุ้น หรือการฉีดฮอร์โมน แต่ผลิตภัณฑ์บางอย่าง มีผลการศึกษาพบว่ามีส่วนช่วยให้ อัตราการผลิตฮอร์โมนที่ร่างกายเราผลิตได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว มีระดับสูงขึ้นเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ก็อย่างเช่น Tribulus Terrestris ซึ่งเป็นสมุนไพร เป็นพืชชนิดนึ่งที่พบได้ในภูมิประเทศแถบร้อนทั่วไป ปัจจุบันก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบางยี่ห้อ จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สังเคราะห์มาจากพืชชนิดนี้ อย่างเช่น Optimum ต้องพึงระลึกไว้ด้วยนะครับ ว่ามันช่วยในการกระตุ้นให้ร่างกาย ผลิตฮอร์โมนเหล่านี้ ออกมาในระดับที่ร่างกายผลิตได้ ไม่ใช่กระตุ้นให้ผลิตออกมามากมาย ไปกว่าที่ร่างกายจะผลิตได้ ก็คือสั้นๆ มันไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่ใช่ยาเพิ่มกล้ามครับ เพียงแต่ช่วยในการรักษาระดับความสมดุลย์ ในการผลิตฮอร์โมนของร่างกายเท่านั้น สำหรับปริมาณที่รับประทาน ก็อยู่ในช่วง 500-1000 มิลลิกรัมต่อวัน

Supplement #6 : ผลิตภัณฑ์ทดแทนอาหาร (Meal-replacement Bars)
ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มีประโยชน์ที่ไม่เหมือนกับ อาหารปกติ ก็คือเราสามารถที่จะพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่าการหิ้วปิ่นโต การเตรียมข้าวกล่อง การห่อข้าวและกับข้าวใส่ถุงไปกินหลังออกกำลังกาย ในบางโอกาสที่เราไม่สะดวกที่จะหาอาหารปกติรับประทานได้ทัน อาหารเสริมจำพวกนี้ก็มีประโยชน์มากเลยทีเดียว มีข้อพึงระวังอยู่บ้างนิดนึง ก็คือหากคุณไม่ได้อยู่ในโปรแกรมที่จะรับประทานอาหารที่ให้พลังงานมาก จะกินพวก Bars ก็ต้องดูฉลากให้ดีก่อน ว่ามันให้พลังงานเท่าไหร่ เพราะโดยมาก Bars พวกนี้จะให้พลังงานสูง บางยี่ห้อให้พลังงานสูงเกือบ 300 calories ต่อชิ้น และมีปริมาณน้ำตาลมากกว่า 40 กรัมเลยทีเดียว
สรุป
ผมได้แนะให้คุณรู้จักกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สำหรับนักกีฬาไปแล้วถึง 6 ชนิดด้วยกัน ทีนี้จะเลือกใช้ชนิดไหนบ้าง ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับความต้องการ และสภาพร่างกายของคุณเอง สำหรับผมเองนั้นในช่วงระยะ 2 ปีหลังนี้ ว่ากันตรงๆก็คือไม่ได้แตะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดไหนเลย เนื่องจากหลายสาเหตุ ทั้งอยากลองว่าหากเราไม่ได้กินอาหารเสริมเลย จะสามารถเพิ่มกล้ามเนื้อได้ไหม คำตอบชัดเจนที่ผมพบกับตัวเองก็คือได้ แต่ถ้าถามว่า ในส่วนที่อาหารเสริมช่วยเรานั้น มันช่วยได้จริงไหม จากประสบการณ์เช่นกัน ก็ยอมรับตรงๆเลย ว่ามันก็ช่วยได้เหมือนกัน ก่อนจะจบในวันนี้ทิ้งท้ายไว้ในเรื่องที่อยากจะย้ำอีกครั้งนะครับ จำไว้ให้ขึ้นในว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ผลิตมาเพื่อ "เสริม" ความต้องการจากอาหารหลัก ดังนั้นในเบื้องต้น ยังไงก็ตามให้ดูแลอาหารหลักให้เพียงพอ กินให้เกิดประโยชน์ เมื่อถึงจุดที่จำเป็นต้องใช้อาหารเสริมช่วยด้วย ก็ค่อยใช้เสริมเข้าไป ยังไงมันก็คืออาหาร? "เสริม" นะครับ อย่าให้มันมาเป็นสิ่งที่ทำให้คุณละเลยกับอาหาร "หลัก" !