Never Give Up

สำหรับคนที่ออกกำลังกายโดยมีเป้าหมาย ที่จะพุ่งไปข้างหน้า ก้าวไปข้างหน้า อย่างเช่น ผมเล่นเวท ผมก็อยากจะยกเวท ในท่าต่างๆ ให้ได้มากขึ้น มากขึ้น ไปเรื่อยๆ สำหรับคนที่วิ่ง ก็อยากจะวิ่งให้ไกลขึ้น หรือเร็วขึ้น อะไรซักอย่างที่บ่งชี้ว่านี่เรากำลังก้าวไปข้างหน้า เรากำลังพัฒนาอยู่

แต่ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถก้าวไปข้างหน้า ได้ตลอดเวลานะครับ ..

My Case

เอาตัวอย่างอย่างการไปวิ่งมาเป็นประจำของผม ในครั้งล่าสุดนี้นะครับ อ้อ ไม่ใช่วันล่าสุดนะครับ แต่หมายถึงในช่วงล่าสุดที่ผมพึ่ง หันกลับมาวิ่งได้อย่างเป็นประจำอีกครั้ง (ตั้งแต่เริ่มสนุกกับ Nike+) วันแรกๆ แน่นอนครับ ย่อมได้แค่ประมาณวิ่งเหยาะๆเท่านั้น พอผ่านไปสัปดาห์นึง เข้าสัปดาห์ที่สอง ก็เริ่มที่จะวิ่งได้นานขึ้น ความเร็วเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ระยะทางที่วิ่งได้ก็ไกลขึ้น

จำได้เลยครับ ว่าช่วงแรกๆนี่ Lance Armstrong กับ Paula Radcliffe (สองเสียงที่อยู่ใน Nike+ และจะออกมาแสดงความยินดีกับเรา เวลาที่เราสร้างสถิติใหม่ๆของเราเอง ใน Nike+ ได้ เช่น Congratulations.. that was your longest/fastest ... อะไรทำนองนี้) เขาจะออกมาแสดงความยินดี กับผมแทบเป็นประจำหลังจากวิ่งจบ แต่ละ workout

แต่ในสัปดาห์ที่ 3 นี่นับวันได้เลยครับ ว่าตา Lance และคุณ Paula แทบจะไม่ออกมาคุยกับผมเลย เนื่องจากการวิ่งในวันนั้นๆ ไม่ได้ดีไปกว่าสถิติในวันก่อน แม้ว่าผมจะมีตารางโปรแกรม ซึ่งจำกัดไว้ด้วยระยะเวลาการวิ่ง ในแต่ละวันแล้ว แต่ผมก็ยังสามารถทำสถิติเพิ่มได้ หากผมวิ่งได้ต่อเนื่องขึ้น ด้วยความเร็วที่มากขึ้น แต่ผมทำไม่ได้

When Today is not my day

สัปดาห์ที่ 3 นี่ประสบการณ์จากการเพาะกาย มาเป็นเวลาหลายปี บอกผมชัดเจนเลยครับ ว่าผมเจอกับสิ่งที่เรียกว่า Overtraining เข้าให้แล้วกับการวิ่งของผม Overtraining นั้นไม่ได้เกิดเฉพาะกับกีฬาชนิดใด ชนิดหนึ่ง แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับ กีฬาและการออกกำลังกายทุกอย่าง มันจะเกิดขึ้นเมื่อเราฝึกหนักมากเกินไปกว่าที่ ร่างกายเราจะฟื้นตัวกลับมามีความสด ความพร้อมที่จะฝึกครั้งใหม่ได้อย่างเต็มที่

บางทีเราจะคาดหวังไว้ว่าการฝึก(ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง หรือการเพาะกาย หรืออะไรก็ตาม)ของเรา มันจะมีความคืบหน้าเหมือนอย่างกราฟต่อไปนี้

Sample Chart 01 (12k)

เป็นกราฟ linear ที่มีความชันคงที่ ก็คือเหมือนกับถ้าเป็นการยกน้ำหนัก เราก็จะต้องยกได้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละครั้ง ถ้าเป็นการวิ่ง ก็จะต้องวิ่งได้เร็วขึ้น หรือไกลขึ้น เรื่อยๆในแต่ละครั้ง ซึ่งถ้ามันเป็นดังกราฟนี้ได้ไปเรื่อยๆ คงมีมนุษย์ซักคนที่วิ่งได้เร็วกว่าแสงในที่สุดเป็นแน่แท้ครับ แฮ่ๆ

ซึ่งในความเป็นจริงมันจะไม่เป็นกราฟ linear ไปเรื่อยๆแน่นอนครับ มันอาจจะเป็นเหมือนอย่างกราฟตัวอย่างต่อไปนี้

Sample Chart 01 (12k)

เช่นเราอาจจะวิ่งได้ดีใน 1-2 วันแรก แต่หลังจากนั้นเราอาจจะได้เพียงแค่รักษาสถิติเดิม แล้วเมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ฟื้นตัวสมบูรณ์แล้ว ก็อาจจะขยับมาทำสถิติที่ดีมากกว่าเดิมได้ และก็อาจจะวนๆไป วนๆมา ในลักษณะนี้ ซึ่งจะไม่เป็น linear เหมือนอย่างกราฟข้างบน

Listen to your body

ประโยคยอดฮิต สำหรับนักกีฬาเพาะกายก็คือ ให้รับฟังเสียงของร่างกายเรา อย่าฝืนหากมันไม่ไหว หากร่างกายต้องการการพักผ่อน ก็ต้องให้มันได้พักผ่อน แต่ก็เช่นกันครับ มันต้องเป็นความต้องการ การพักผ่อนของร่างกายจริงๆ ไม่ใช่อุปโลกขี้เกียจขึ้นมาเอง แล้วบอกว่าตัวเองไม่ไหว ไอ้แบบนั้นเขาเรียกว่าขี้แพ้ คนละเรื่องกับ Overtraining

เมื่อเรามาถึงจุดที่มีอาการชนกำแพง การพัก การปรับเปลี่ยนโปรแกรม การปรับเปลี่ยนการฝึก การออกกำลังกาย จะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ แต่ถ้าเรายังรั้นที่จะไปต่อ ที่พบๆกันมา มีแต่ความเสียหาย มีแต่ความเจ็บปวด ทั้งร่างกายและจิตใจ

แม้แต่นักกีฬาระดับโลก การพัฒนาการฝึกของเขาก็ไม่เป็น linear ครับ แทบทุกคนแตะกำแพงขีดจำกัดของตัวเองกันแล้วทั้งนั้น และถ้าเขายังไม่เลิกเล่นกีฬานั้นๆ เขาก็ยังคงพลิกแพลงหาทางข้ามกำแพงที่ว่าของตัวเองต่อไป

ก็ฝากไว้เป็นข้อคิด สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองมาพบทางตันของการก้าวไปข้างหน้านะครับ ถ้าคุณยังมีเป้าหมายที่จะไปต่อ ยังมีความท้าทายที่จะต้องพิสูจน์ อย่าพึ่งรีบถอดใจครับ หากพิจารณาแล้ว ศักยภาพร่างกายเราน่าจะไปได้มากกว่านี้ จงไปต่อครับ เพียงแต่ต้องฉลาดที่จะรู้จักปรับเปลี่ยนการฝึก การพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู เติบโตแข็งแรงขึ้น สำหรับผมเองยังพยายามต่อไปครับ เพราะที่มันล้าๆในวันนี้ ผมมั่นใจว่า ถ้าหากผมเป็นคนที่แข็งแรงปกติ ผมจะต้องวิ่งได้มากกว่านี้ ...


Subscribe to news letter สมัครรับข่าวอัพเดตบทความใน TheRyo's GYM ทาง E-Mail - Printer friendly version Printer friendly version
Bookmark หน้านี้ด้วย : Zickr!Zickr! del.icio.usdel.icio.us Digg itDigg!

Comments (1)

ผมเองก็กำลังประสบสถานการณ์เช่นเดียวกันเลยครับ

สัปดาห์นี้ แค่จะทำให้ดีเท่าสัปดาห์ที่แล้วยังทำไม่ได้เลย คิดไปเองว่าเพราะอากาศร้อนหรือเปล่า สองวันที่ผ่านมาเย็นลงหน่อยก็เดินได้ดีขึ้น

ที่แน่ๆ เข้าใจว่าข้อเท้าผมจะต้องมีจุดบาดเจ็บอยู่บ้าง จึงทำให้ไม่สามารถเดินได้ดีเหมือนก่อน คงต้องศึกษาจากหนังสือที่เพิ่งซื้อมาในงานสัปดาห์หนังสือ แต่ช่วงนี้ยังไม่สามารถอ่านได้ เพราะมีภารกิจรออยู่

และก็รออ่านคำแนะนำจากที่นี่แหละครับ ^_^