เรื่องราวของสองนาง
กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวของการออกกำลังกาย และลดความอ้วนนะครับ ที่ว่ากลับมาอีกครั้งก็หมายถึงว่า เป็นบทความที่คุณ TOY เพื่อนสมาชิกของเราส่งมาแบ่งปันกัันอ่านอีกแล้วครับ พึ่งทราบว่าที่จริงแล้ว TOY คือคุณ "ต๋อย" ผมก็คิดว่าเป็นคุณ "ทอย" อยู่ตั้งนาน จนไปออกเสียงไว้ใน Podcast ตอนที่ 6 คุณต๋อยถึงแจ้งให้ทราบ ก็ขออภัยด้วยนะครับ แฮ่ะๆ
สำหรับเรื่องราวในวันนี้ จัดว่าเป็นหมวดของการให้กำลังใจ และทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพนะครับ ต้นฉบับมาจากเว็บไซต์ของครูฝึก Pilate ฝรั่งท่านนึง ได้พิมพ์ไว้ คุณ TOY เห็นว่าเป็นมุมมองที่มีแง่คิดที่น่าจะเป็นประโยชน์ จึงแปลมาแบ่งปันกันอ่านกับเพื่อนสมาชิกท่านอื่นครับ เอาละครับ ว่าแล้วก็เข้าเรื่องเลยดีกว่า
A Tale of Two Ladies
กาลครั้งหนึ่ง มีผู้หญิงสองคน ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาทั้งชีวิต พวกเธอพบและคบเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนชั้นประถม ทั้งคู่ผ่านช่วงเวลาของความเป็นวัยรุ่นด้วยกัน แยกย้ายกันแต่งงานแต่งการ และต่างก็เป็นแม่ทูนหัวของลูกแต่ละคน
มิตรภาพของพวกเธอนั้นเรียบง่าย บางครั้งนานหลาย ๆ เดือนที่ไม่มีการโทรหากันเลย หรือบางครั้งนาน ๆ ที่จะนัดทานข้าวกัน แต่ทั้งคู่ ก็ยังมีกันและกันอยู่เสมอ
ชีวิตของแต่ละคนล้วนยุ่งวุ่นวาย แต่เมื่อพวกเธอมาพบเจอกัน กลับไม่เคยต่อว่าเรื่องที่หายกันไปนานหลาย ๆ เดือน แต่กลับหัวเราะต่อกระซิกกับคำถามที่ว่า
จำได้มั้ย ตอนที่เธอตกลงไปในหลุมนั่นน่ะ?
จำได้มั้ย ตอนที่แม่เธอไล่ตีฉันด้วยร่มน่ะ?
จำได้มั้ย ตอนที่ฉันตกลงมาจากเจ้าลูกม้าของยัยเจน แล้วมันก็เหยียบก้นฉันเข้าให้น่ะ?
จำได้มั้ย ตอนที่เธอหลอกฉันว่ามีแม่มดอยู่ข้างหลังถังขยะ จนฉันตกใจเกือบตายน่ะ?
แม้ว่าทั้งสองคนจะอายุเท่ากัน แต่รูปร่างกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งเตี้ย ตัน อีกคนสูง เพรียว บอบบาง (สมมตินามตามท้องเรื่องให้กับคุณที่เตี้ย ตัน ว่า อ้วน ส่วนคุณที่สูง เพรียว บอบบาง ขอให้ชื่อว่า เพรียว-ผู้แปล)
ในช่วงวัยรุ่นทั้งสองคนต่างก็กระฉับกระเฉงสมวัย ตะลอน ๆ ไปด้วยกันไม่ว่าจะเดิน หรือปั่นจักรยาน พวกเธอพากันออกนอกบ้านตั้งแต่เช้ายันค่ำ พวกเธอไม่มีเกมส์คอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้ดูโทรทัศน์เฉพาะช่วงเย็นย่ำค่ำคืนเท่านั้น ทั้งคู่มักจะโทรหากันเสมอ ต่างก็แข็งแรงสบายดี
เมื่ออายุมากขึ้น ต่างคนต่างมีครอบครัว คุณอ้วนท้วมขึ้น แต่คุณเพรียวยังคงอรชรอ้อนแอ้น คุณอ้วนเริ่มออกกำลังกายอีกครั้งเพราะลูก ๆ ต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เธอก็แค่ตั้งใจว่าจะไม่ให้น้ำหนักขึ้นอีก ส่วนคุณเพรียวไม่ได้กังวลอะไร เพราะว่าเธอไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว
คุณเพรียวทำอาหารเก่งเป็นที่หนึ่งแถมยังเป็นมังสวิรัติอีกต่างหาก เธอถนัดและรักการทำเค้กและคุ้กกี้เป็นที่สุด แต่น้ำหนักเธอก็ไม่เคยขึ้นเลยสักนิดเดียว
คุณอ้วนไม่ชอบทำอาหาร แต่เธอก็ไม่ทานอาหารขยะ เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร เธอปรับเปลี่ยนอาหารให้เป็นสูตรง่าย ๆ ที่ดีต่อสุขภาพ และทานผลไม้เป็นของหวาน บางครั้งบางคราวก็เปลี่ยนเป็นช็อกโกแลตบ้าง
คุณอ้วนชักชวนคุณเพรียวไปออกกำลังกายด้วยกัน คุณเพรียวเหนื่อย หอบ และปวดขาไปสามหลังหลังออกกำลังกาย เธอไม่ชอบอาการเหล่านี้ ก็เลยแกล้งทำเป็นงานยุ่งและไม่ไปออกกำลังกายอีก
คุณอ้วนจองคลาสปั่นจักรยานไว้ เพราะเมื่อยังรุ่น ๆ ทั้งคู่ต่างก็ชอบปั่นจักรยาน และขี่ม้าเป็นชีวิตจิตใจ เธอชอบคลาสนี้มากและรีบจองคลาสต่ออีก แม้ว่าจะเธอจะหอบแฮ่ก และเหงื่อแตกพลั่กก็ตามที
แต่คุณเพรียวกลับบอกว่า คลาสนี้เล่นเอาเธอปวดหลัง...
Years ago...
หลายปีผ่านไป คุณอ้วนยังคงกระฉับกระเฉง การออกกำลังกายกลายเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของเธอไปแล้ว เธอยังคงท้วมบ้างเล็กน้อย เธอเดินเล่นกับเจ้าสุนัขตัวใหญ่ของเธอ และทำสวนได้หลาย ๆ ชั่วโมงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กระดูกข้อต่อของเธอมีอาการฝืดอยู่บ้าง เธอจึงฝึกเพลาทิส มันทำให้เธอก็รู้สึกดีขึ้น เธอไปคลาสนี้สม่ำเสมอเพื่อยืดกล้ามเนื้อ สร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกสันหลัง และขยับเขยื้อนข้อต่อกระดูก อายุไม่เป็นอุปสรรคอะไรสำหรับเธอ เธอรู้สึกสาวขึ้นกว่าอายุจริง และไม่ได้พูดถึงเรื่องการออกกำลังกายกับคุณเพรียวอีก
ส่วนคุณเพรียวก็ผอมลงเรื่อย ๆ และหลังก็เริ่มโก่ง เธอมีสุนัขตัวเล็ก ๆ อยู่ตัวหนึ่ง เธอพามันไปเดินเล่น แต่มันกลับกระชากลากถูเธอเสียแรง แล้ววันหนึ่งมันก็ทำให้เธอเจ็บแขนจนได้ กล้ามเนื้อใช้เวลาในรักษาตัวนาน และในขณะเดียวกันก็อ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน (เนื่องจากเธอไม่ได้ออกกำลังกายนั่นเอง-ผู้แปล) หลังจากนั้นไม่นาน คุณอ้วนจึงมีหน้าที่ที่ต้องพาเจ้าหมาสองตัวไปเดินเล่นแทน เธอใส่ปลอกคอกับสายจูงกับเจ้าหมาตัวเล็ก เจ้าหมาตัวเล็กรู้ได้ทันใดว่าเธอแข็งแรงกว่ามัน มันก็เลยหยุดกระชากลากถู แต่ กับคุณอ้วนเท่านั้น
หลายปีผ่านไป
คุณอ้วนน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เธอรับประทานอาหารดีมีประโยชน์ และรักอาหารของเธอ เธอยังคงดำเนินชีวิตด้วยความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว และฝึกเพลาทิสด้วยความชื่นชอบ สมาชิกในคลาสที่อายุน้อยกว่าต่างพากันทึ่งในความแข็งแรงและความอ่อนตัวของเธอ
ส่วนคุณเพรียว น้ำหนักลดลง ปวดตามข้อ และเลิกทำขนมแล้ว เนื่องจากกระดูกข้อมือเริ่มฝืด แข็ง แต่เธอก็ไม่ได้กังวลอะไร เธอไม่ได้มีความอยากอาหารใด ๆ เธอมักจะนั่งลงข้างหน้าต่าง โบกไม้โบกมือให้คุณอ้วนที่เดินอย่างกระฉับกระเฉงไปกับเจ้าสุนัขตัวใหญ่ เจ้าหมาตัวเล็กนั้นจากเธอไปแล้ว เธอคิดว่าเธอไม่เหมาะที่จะเลี้ยงสุนัขอีก
เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง สิ่งต่าง ๆ ย้อนกลับมาเหมือนเดิม ตั้งคู่ต่างเป็นหม้าย ลูก ๆ จากไปมีครอบครัวของตัวเอง หลาน ๆ มาเยี่ยมกันบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อนทั้งสองคนจึงมีเวลาให้กันและกันอีกครั้ง คุณอ้วนโทรมาหาคุณเพรียวแทบจะทุกวันเหมือนในสมัยสาว ๆ พวกเธออยู่ด้วยกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ตะลอน ๆ ขึ้นเขาลงห้วย ไปยังสถานที่ในความทรงจำด้วยกัน หัวร่อต่อกระซิกกับเรื่องราวในอดีต
โดยที่
คุณอ้วน .เป็นคนเข็นรถ wheel chair คันนั้น...
The Ryo's Opinion
จบแล้วครับ สำหรับเรื่องราวของคุณผู้หญิงทั้ง 2 ท่านนั้น บางท่านอาจจะรู้สึกว่า แหมโปรการออกกำลังกายกันจังนะ อ้าวก็แน่นอนครับ เว็บไซต์นี้เราสนับสนุนการออกกำลังกาย ดังนั้น Bias ใดๆ ที่จะมีขึ้นแล้วส่งผลให้ผม คุณ หรือใครๆก็ตามสนใจการออกกำลังกาย ผมไม่ถึงว่าเป็นส่ิงผิด ^^
จากเรื่องราวในข้างต้น แม้ว่าจะเล่าเป็นเรื่องราวชีวิตของคนสองคน แต่สังเกตดีๆจะพบว่า ผู้แต่งได้กำหนด ปัจจัยต่างๆไว้น่าสนใจนะครับ อย่างเช่นตรงที่เป็นตอนต้นของช่วงชีวิต เขากำหนดให้ทั้งสองคนใช้ชีวิตแทบจะลักษณะเดียวกัน แตกต่างกันที่สิ่งที่เป็นตัวบุคคลแต่ละคน คือ รูปร่าง น้ำหนักตัว โครงสร้าง อะไรเท่านั้นเอง ซึ่งถูกต้องมากครับที่เราต้องกำหนดปัจจัยไว้ตายตัว เพราะในความเป็นจริงของชีวิต มันมีปัจจัยต่างๆที่เป็นปัจจัยรอบข้างอีกมากมาย
สิ่งที่น่าสนใจต่อมาก็คือว่า หลายคน อันที่จริงไม่เฉพาะคนผอม คนหุ่นสมส่วน หรือคนอ้วนก็ตามที หลายคนมักจะคิดว่าชีวิตฉันก็ปกติสุข สุขภาพก็ยังดีอยู่ ไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต ทำไมต้องไปออกกำลังกายให้มันเสียเวลา ให้มันเหนื่อยเปล่าๆ แค่ทำงานวันๆ เรียนวันๆ ก็ไม่มีเวลาแล้ว นั่นไม่ถูกต้องนะครับ เพราะทุกๆปีของชีวิตที่ก้าวไปข้างหน้า ร่างกายเราจะสูญเสียความแข็งแรงไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่เสริมสร้าง และรักษามันไว้ พอถึงวันๆนึง ที่คุณต้องการสิ่งเหล่านี้ ความแข็งแรง ความคล่องตัว สุขภาพที่ดี จะไปหาเอาตอนนั้นไม่ทันนะครับ
อีกเรื่องนึง หลายคนมักจะมองว่าการออกกำลังกายคือความเสี่ยง ไปยกน้ำหนักมากๆไม่ดีกับกระดูก ไปวิ่งมากๆไม่ดีต่อข้อ ไม่ดีกับเข่า อย่างนั้นอย่างนี้ว่ากันไป รู้ไหมครับ ว่าคุณคิดถูกเพียง 20% เท่านั้น ที่จริงแล้ว การที่เราไม่บริหาร ไม่ใช้งานมันต่างหากครับ ที่เป็นสิ่งที่น่าสพรึงกลัว ทุกวันนี้โลกเราเปลี่ยนไป เราไม่ต้องดิ้นรนเพื่อต้องออกไปวิ่งเอาหอก เอาธนูไปไล่ล่าสัตว์ คนอ้วนมากขึ้น คนผอมที่ไม่แข็งแรงมากขึ้น เครื่องมือเครื่องไม้ในการดำรงชีพ เครื่องอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันร่างกายเราอ่อนแอลงทุกทีๆ ยิ่งเราประคบประหงมร่างกายเราไว้เท่าไหร่ ยิ่งอันตรายกับบั้นปลายมากเท่านั้น อย่าหวังเลยครับ ว่าคุณถนอมมันไว้วันนี้จะได้ใช้อย่างเต็มที่ในวันข้างหน้า มันมีแต่จะเสื่อม จะทรุดลงไปเรื่อยๆ ถ้าไม่บริหาร ไม่เสริมสร้างไว้ สมัยนี้แค่ 40 - 50 ปีก็แทบจะหมดสภาพแล้ว ทั้งๆที่จริงๆ คนเราถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ 70-80 ก็ยังดูแลตัวเองได้สบายๆ
ลองคิดดูครับ